เจ้าอาวาส นำทีมชาวบ้าน ซ่อมแซมโบสถ์กลางน้ำ หวังเป็น UNSEEN THAILAND

ช่วงนี้เป็นช่วงที่น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ลดลงจนสามารถลงไปเดินได้ จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการซ่อมแซม อีกทั้งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการซ่อมแซมจะทำให้กำแพงอุโบสถ ในส่วนที่เหลืออาจได้รับความเสียหายจนยากแก่การบูรณะซ่อมแซม โดยกำแพงที่ต้องซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้มีความยาวประมาณ 15 เมตร สูง 10 เมตร โดยยังคงใช้วัสดุที่เป็นอิฐมอญในการก่อสร้างเหมือนเดิม โดยก่อนหน้านี้ทางกรมศิลปากร ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญลงดูพื้นที่พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการซ่อมแซมอุโบสถ แก่พระมหาสุชาติ และคณะกรรมการวัดวังวิเวการาม เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน

ซึ่งการซ่อมแซมทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแล ของพระมหาสุชาติ สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม และคณะกรรมการวัด ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินของวัดส่วนหนึ่ง ในส่วนที่เหลือจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการทำบุญ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ในการก่อสร้างเช่นอิฐมอญ หิน ทราย เหล็ก ปูนซีเมนต์ โดยชาวบ้านออกแรงช่วยการในการดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้ประชาชนและผู้ที่ต้องการร่วมทำบุญในการซ่อมแซมดบสถ์เก่าวัดจมน้ำ สามารถติดต่อได้โดยตรงที่พระมหาสุชาติ สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวาการาม ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สำหรับโบสถ์หลังดังกล่าว ก่อสร้างขึ้นในปี 2479 พร้อมวัดวังก์วิเวการาม เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระหยกขาว พระพุทธรูปสำคัญของวัด โดยพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ )อดีตเจ้าอาวาส พระเกจิชื่อดังของชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวมอญในประเทศไทยและประเทศพม่า โดยการก่อสร้างเกิดจากความร่วมมือของชาวอำเภอสังขละบุรี ทั้งคนไทย คนกะเหรี่ยง และคนมอญในสมัยนั้น โดยหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวเอง โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่นหินทราย จากริมแม่น้ำแควน้อย

ต่อมาในปี 2527 ภายหลัง กฟผ. 1 ได้ทำการปิดเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ) ทำให้น้ำท่วม จึงได้มีการย้ายชุมชนและวัด ขึ้นมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบัน ด้วยความงดงามของวัดที่ตั้งอยู่กลางน้ำและความไม่เหมือนใคร ทำให้ในเวลาต่อมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ยกให้วัดจมน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวUNSEEN THAILAND โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวนั่งเรือมาท่องเที่ยวและชมความงดงามและแปลก ของโบสถ์แห่งนี้จำนวนหลายแสนคน


ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 กำแพงโบสถ์ได้ถูกกระแสลมแรงและกระคลื่นจากเรือนำเที่ยว พัดจนผนังด้านทิศเหนือของโบสถ์แห่งนี้ได้พังลงมา โดยเบื้องต้นมีความยาวเพียง 5-7เมตร ทางพระมหาสุชาติ สิริปัญโญ ได้พาชาวบ้านนำไม้ไผ่มาผูกเพื่อยึดผนังโบสถ์ในส่วนอื่น เพื่อป้องกันการพังเพิ่มขึ้น เพื่อรอการซ่อมแซมในช่วงที่น้ำลด เพื่อรักษาและอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอสังขละบุรี ให้อยู่คู่ชุมชนชาวมอญสังขละบุรีต่อไป

เรียบเรียงโดย ปรีชา ไหลวารินทร์ ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ จ.กาญจนบุรี

Loading...